วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

Nokia Bots ผู้ช่วยอัตโนมัติสำหรับ N97

Nokia Bots ผู้ช่วยอัตโนมัติสำหรับ N97

Nokia Beta Labs เปิดตัว Nokia Bots โปรแกรมอัตโนมัติที่จะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้มือถือของเรา แล้ว "ให้คำแนะนำ" ที่เป็นประโยชน์ ปัจจุบันบ็อตมี 4 ตัวคือ

* Profile Bot - เตือนให้ปิดเสียงยามต้องเข้าประชุม
* Alarm Bot - ตั้งเวลาปลุกให้อัตโนมัติ
* Shortcut Bot - ปรับช็อตคัตของโปรแกรมบน home screen ให้เป็นโปรแกรมที่เราใช้บ่อย
* Battery Bot - เตือนให้ชาร์จแบตเตอรี่

ตอนนี้ยังใช้ได้กับ N97 และ N97mini เท่านั้น วิดีโอสาธิตการทำงานดูด้านในครับ

ที่มา - Nokia Blog, ReadWriteWeb
http://www.blognone.com/node/15684

ยาฮูเริ่มโอนพนักงานบางส่วนให้ไมโครซอฟท์

ยาฮูเริ่มโอนพนักงานบางส่วนให้ไมโครซอฟท์

ถ้ายังจำตอนที่ไมโครซอฟท์บรรลุข้อตกลงด้าน search engine กับยาฮูได้ เงื่อนไขหนึ่งในนั้นคือโอนพนักงานบางส่วนของยาฮู ที่ทำงานด้าน search engine ให้กับไมโครซอฟท์ ตอนนี้ยาฮูได้เริ่มดำเนินการแล้ว

ยาฮูจะโอนวิศวกรจำนวน 200 คนที่อยู่ในอินเดีย ให้ไปทำงานกับศูนย์วิจัยแห่งใหม่ของไมโครซอฟท์ในบังกะลอร์ ซึ่งศูนย์วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของฝ่าย Online Services Division ของไมโครซอฟท์ การย้ายพนักงานจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ พนักงานมีสิทธิ์เลือกที่จะย้ายไปทำงานฝ่ายอื่นของยาฮู แทนการย้ายไปไมโครซอฟท์

ตามข้อตกลง ยาฮูจะโอนพนักงานทั้งหมด 400 คนทั่วโลกให้ไมโครซอฟท์ และยาฮูมีวิศวกรที่ทำงานในบังกะลอร์ทั้งหมด 2,000 คน แต่ก็ทำงานด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ search ด้วย

ที่มา - PC World
http://www.blognone.com/node/15685

Zune HD เพิ่มความจุใหม่ 64GB, ลดราคารุ่นเดิม, เฟิร์มแวร์ 4.5 มาเร็วๆ นี้

Zune HD เพิ่มความจุใหม่ 64GB, ลดราคารุ่นเดิม, เฟิร์มแวร์ 4.5 มาเร็วๆ นี้

หลังจากก่อนหน้านี้ไม่นานมีภาพ หลุด Zune HD รุ่นความจุ 64GB ล่าสุดวานนี้ (31 มี.ค.) ไมโครซอฟท์ออกประกาศยืนยันข่าวนี้อย่างเป็นทางการ โดย Zune HD ความจุใหม่จะวางขายออนไลน์ในวันที่ 12 เม.ย. สนนราคา 349.99 เหรียญฯ (ราว 11,500 บาท) ซึ่งถูกว่า iPod touch ที่ความจุเท่ากันราว 50 เหรียญฯ ส่วนรุ่นเดิมก็ปรับราคาลงเล็กน้อยครับ รุ่น 16GB ลดราคาเหลือ 199.99 เหรียญฯ (ราว 6,500 บาท) และ รุ่น 32GB เหลือ 269.99 เหรียญฯ (ราว 8,800 บาท)

เพิ่มเติมเล็กน้อยว่าไมโครซอฟท์มีแผนที่จะปล่อยตัวอัพเดทเฟิร์มแวร์ของ Zune HD เวอร์ชัน 4.5 ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เช่น สนับสนุน codec Xvid และ ฟีเจอร์ Smart DJ, Picks เป็นต้น สามารถดูรายละเอียดได้ในวีดีโอหลัง break ครับ

ที่มา - TechSpot, Engadget
http://www.blognone.com/node/15686

Google สาธิตการเล่น Quake II บน HTML5

Google สาธิตการเล่น Quake II บน HTML5

ทีมวิศวกรของกูเกิลตอกย้ำถึงศักยภาพของ HTML5 อีกครั้งด้วยการพอร์ทเกมสุดคลาสสิคอย่าง Quake II มาเล่นกันในเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องอาศัย Flash แต่ใช้องค์ประกอบต่างๆ ของ HTML5 อย่างเต็มที่ทั้ง WebGL, Canvas, Audio, WebSocket และ LocalStorage แทนทั้งหมด

โปรเจคนี้ใช้โค้ดของ Jake2 (พอร์ทของ Quake II ในภาษา Java) และใช้ Google Web Toolkit พอร์ทข้ามมาเป็น JavaScript อีกที โดยตอนนี้สามารถเล่นได้บน Chrome และ Safari ทางทีมงานอ้างว่าสามารถเล่นได้ลื่นถึง 60 FPS (แต่ผมดูในวีดีโอคิดว่าไม่ถึงขนาดนั้น น่าจะสัก 30 FPS ตามที่บอกใน TechCrunch มากกว่า)

สำหรับใครที่สนใจ โปรเจคนี้โฮสอยู่ที่ Google Code แล้ว และสามารถดูวีดีโอตัวอย่างการเล่นได้ด้านในครับ

ที่มา - TechCrunch, Google Web Toolkit Blog
http://www.blognone.com/node/15692

ทำไมคุณถึงไม่ควรซื้อ iPad

ทำไมคุณถึงไม่ควรซื้อ iPad

อ่านบทรีวิวในทางบวก ไปแล้ว มาดูด้านตรงข้ามกันบ้าง

Cory Doctorow นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง และบล็อกเกอร์ของ Boing Boing บล็อกชื่อดัง ได้เขียนบทความชื่อ Why I won't buy an iPad (and think you shouldn't, either) บอกว่า iPad ไม่ใช่อุปกรณ์แห่งอนาคต เพราะความ "ปิด" ของมัน

เขายกตัวอย่างโปรแกรมหนังสือการ์ตูน Marvel บน iPad ซึ่งไม่เอื้อให้เกิดการแบ่งปันการ์ตูนกันระหว่างเด็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของการ์ตูนกระดาษในสหรัฐ ที่เด็กๆ สามารถแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายการ์ตูนเก่าในราคาถูกได้

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ เขามองว่า iPad เป็นอุปกรณ์ที่เราเปิดแงะเองไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ ต่างจาก Apple II+ ในอดีตที่มาพร้อมกับแผนผังการทำงานของบอร์ด ในอดีตนั้น การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งๆ คือเรียนรู้ว่ามันทำงานได้อย่างไร เพื่อพัฒนามันให้ดีขึ้น แต่สำหรับ iPad การทำให้มันดีขึ้นเป็นไปได้วิธีเดียวคือ "ซื้อ app" ซึ่งเป็นวิธีคิดของผู้บริโภค (consumer) ไม่ใช่ผู้ประกอบการหรือนักประดิษฐ์

สำหรับ App Store เขาโจมตีแอปเปิลเรื่อง "DRM ตั้งแต่หัวจรดเท้า" ผู้ซื้อไม่สามารถนำโปรแกรมที่ซื้อไปใช้บนอุปกรณ์อื่นๆ และผู้ขายต้องทำตามเงื่อนไขของแอปเปิลทุกประการ จึงจะส่งโปรแกรมขึ้นไปขายบน App Store ได้

* ในฐานะผู้ซื้อ เขาบอกว่าไม่ต้องการให้ "จักรวาลแห่ง app" ของเขาถูกควบคุมโดยบริษัทแห่งหนึ่งใน Cupertino
* ในฐานะผู้สร้าง เขาไม่ต้องการช่องทางการขายเพียงอันเดียว ที่คอยกันไม่ให้เขาเข้าถึงลูกค้าโดยตรง และบอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยเปรียบเทียบกับยักษ์ค้าปลีกอเมริกัน Wal-mart

เขาบอกว่าสื่อนั้นตื่นเต้นกับ iPad เกินไป ด้วยเหตุผลว่าแอปเปิลมี "การแสดง" ที่ดี และตัวสื่อเองกำลังมองหาอะไรสักอย่างที่มาช่วยฉุดความตกต่ำของอุตสาหกรรม สื่อ เขาบอกว่าการที่คนไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสื่อ ไม่ใช่เป็นเพราะสื่อที่ต้องการซื้อแจกฟรี แต่เป็นเพราะสื่อคู่แข่งอื่นๆ อีกจนำวนมากก็ฟรีด้วย นี่เป็นผลมาจากแพลตฟอร์มเปิด

สุดท้ายเขาบอกว่า อีกไม่นาน iPad จะกลายเป็นของเก่า (ภายใน 1-2 ปีถ้าไม่จ่ายเงินค่าเปลี่ยนแบต) สิ่งสำคัญไม่ใช่ส่วนประกอบข้างใน iPad แต่เป็นโครงสร้างทางเทคนิคและโครงสร้างทางสังคมที่มากับ iPad ต่างหาก

ถ้าคุณอยากอยู่ในโลกแห่งความสร้างสรรค์ ที่สามารถทดลองไอเดียใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา iPad ไม่เหมาะกับคุณ

ถ้าคุณอยากอยู่ในโลกแห่งความแฟร์ ที่คุณเลือกเก็บโปรแกรมที่ชอบ และยกโปรแกรมที่ไม่ชอบให้คนอื่น iPad ไม่เหมาะกับคุณ

ถ้าคุณอยากเขียนโปรแกรม แล้วต้องการวัดความสำเร็จจากเสียงของผู้ใช้ iPad ไม่เหมาะสำหรับคุณ

ที่มา - Boing Boing

ผมแนะนำให้อ่าน

* บทความโต้ The Kids Are All Right โดย John Gruber สาวกแอปเปิลชื่อดัง โต้ Cory Doctorow ในประเด็นเรื่องการเรียนรู้ของเด็กๆ
* บทความของ Gizmodo Cory Doctorow, You Are a Consumer, Too บอกว่า iPad ปิด แต่ยี่ห้ออื่น (เช่น กูเกิล) ก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไร
* New York Times ลงข่าวการโต้กันของ 3 บล็อกข้างต้น

http://www.blognone.com/node/15697

รีวิวแรกของ iPad

รีวิวแรกของ iPad

iPad จะวางขายที่สหรัฐในวันพรุ่งนี้ (3 เมษายน) ทางบล็อกเกอร์และคอลัมนิสต์ชื่อดังต่างทยอยกันเขียนรีวิว iPad กันบ้างแล้ว

เจ้าแรกที่ออกมาคือ Walt Mossberg แห่ง Wall Street Journal ที่มักจะได้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมาก่อนใครเพื่อน เผอิญผมอ่านช้าไปนิดเลยเพิ่งมีโอกาสได้เขียนถึงครับ

คุณลุง Mossberg บอกว่า อย่าไปมองว่า iPad เป็นอุปกรณ์ที่ต้องพกเพิ่มเติมจากโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊ก แต่ต้องมองว่ามันจะมาแทนเน็ตบุ๊ก ซึ่งมันก็ทำได้ดีทีเดียว

* เขาบอกว่ามันมีอะไรลึกซึ้งกว่า iPhone ยักษ์
* ในสายตาของเขา มันอ่านอีบุ๊กได้ดีกว่า Kindle เสียอีก
* เขาพยายามลองใช้ iPad แทนโน้ตบุ๊ก พบว่า 20% ของการใช้งานยังต้องกลับมาใช้โน้ตบุ๊กอยู่ คือ การพิมพ์เอกสารยาวๆ หรือการเข้า เว็บที่ต้องใช้ Flash
* ถ้าใช้ท่องเว็บ ตอบเมล ดูรูป ฟังเพลง iPad เป็นอุปกรณ์ที่น่าใช้
* แต่ถ้าต้องทำเอกสาร มีระบบเมลเฉพาะขององค์กร หรือต้องการสนทนาผ่านวิดีโอ iPad ก็ไม่เวิร์ค
* ลำโพงของ iPad ทำงานได้โอเค มีไมโครโฟนมาให้ด้วย
* พบว่าแบตเตอรี่อยู่ได้นานกว่า 10 ชม. ที่แอปเปิลโฆษณา (11.5 ชม.)
* การตอบสนองของ iPad รวดเร็ว กดแล้วจอภาพเปลี่ยนแปลงทันที
* คีย์บอร์ดบนหน้าจอของ iPad พิมพ์ง่าย
* โปรแกรมอีเมล และเบราว์เซอร์ ใช้งานได้ดี
* Mossberg ใช้ iPad ทำงานด้านมัลติมีเดียได้โอเค ทดลองใช้ Facebook/Twitter อย่างหนัก ก็พบว่าใช้งานได้ดี
* iWork ยังมีปัญหากับฟอร์แมตของ Microsoft Office
* โปรแกรมบน App Store มีประมาณ 1,000 ตัว แต่ราคาขายจะแพงกว่ารุ่น iPhone คืออยู่ประมาณ 3.99-4.99 ดอลลาร์
* ระบบ context menu ของ iPad ช่วยลดความจำเป็นในการสลับหน้าจอ (multitasking) ลง (อันนี้ผมว่าคล้ายๆ กับแนวคิดของ Windows Phone 7 ที่ไม่มี copy & paste)
* โปรแกรมเดิมบน iPhone ถูกปรับแต่งมาสำหรับ iPad เป็นอย่างดี แต่บางโปรแกรม เช่น Clocks, Weather, Stocks ถูกตัดออกไป
* เขาทดลองโปรแกรม Wall Street Journal รุ่น iPad ที่ยังไม่ออกสู่สาธารณะ และบอกว่าเป็น "หนังสือพิมพ์บนหน้าจอ" ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็น ดีกว่ารุ่นเว็บตรงที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือพิมพ์มากกว่า
* จอสีของ iPad ดีกว่า Kindle แต่ Kindle ยังชนะตรงที่มันเบากว่า
* ยังมีข้อจำกัดเล็กๆ น้อยๆ เช่น โปรแกรมอีเมลสร้างโฟลเดอร์ไม่ได้, เบราว์เซอร์ไม่มีแท็บ

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าควรไปลองใช้ด้วยตัวเองว่า iPad เหมาะสำหรับตัวเราหรือไม่ สำหรับบางคน เน็ตบุ๊กอาจจะดีกว่า

ที่มา - AllThingsD

หมายเหตุ: รีวิวอีกอันที่น่าสนใจคือ New York Times โดย David Pogue ถ้าขยันเดี๋ยวจะแยกลงเป็นอีกข่าวครับ
http://www.blognone.com/node/15693

AMD อาจจะวางแผนถูก? HP และ Dell ลดการลงทุนในเน็ตบุ๊ก

AMD อาจจะวางแผนถูก? HP และ Dell ลดการลงทุนในเน็ตบุ๊ก

ตลาดเน็ตบุ๊กกำลังถดถอยจากจุดสูงสุดในปี 2009 (ยอดขายประมาณ 35 ล้านตัว) โดยเฉพาะส่วนต่างกำไรที่บางลงเรื่อยๆ จากการแข่งขันที่หนักหน่วง ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่เช่น HP และ Dell เริ่มหันเหไปลงทุนกับแพลตฟอร์ม Athlon Neo ของ AMD มากขึ้นเรื่อยๆ

DigiTimes ไม่ระบุที่มาชัดเจน แต่ระบุว่า HP นั้นถึงขั้ันพิจารณาที่จะออกจากตลาดเน็ตบุ๊ก

แพลตฟอร์ม Athlon Neo นั้นมีข้อดีที่ปฎิเสธไม่ได้คือ "ไม่กั๊ก" ขณะที่ความเร็วของเครื่องลดลงตามการกินพลังงานที่่ต่ำลง แต่ฟีเจอร์ต่างๆ เช่นปริมาณแรมที่รองรับได้สูงสุดถึง 8GB เทคโนโลยี Virtualization ที่มาด้วยเสมอ และยังไม่นับข่าวลือความกดดันอื่นๆ จากอินเทลที่กดดันให้ผู้ผลิตผลิตเครื่องตามกำหนดแลกกับส่วนลดต่างๆ

เครื่องที่ใช้ Athlon Neo นั้นมักจะมากับหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วเช่นเครื่อง ThinkPad X100e เป็นต้น

ที่มา - DigiTimes
http://www.blognone.com/node/15694

ไมโครซอฟท์ตัดคำว่า Series ออกจาก Windows Phone 7

ไมโครซอฟท์ตัดคำว่า Series ออกจาก Windows Phone 7

ตอนแรกสุดที่ไมโครซอฟท์รีแบรนด์ระบบปฏิบัติการ มือถือ ชื่อใหม่ของ Windows Mobile คือ "Windows Phone 7 Series" ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าจะเติม "Series" เข้ามาให้มันยาวทำไม

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศตัดคำว่า "Series" ออกจากชื่ออย่างเป็นทางการแล้วครับ เหลือเพียง "Windows Phone 7" เท่านั้น อย่างอื่นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดูประกาศได้จาก tweet ของ @windowsphone

ที่มา - Engadget
http://www.blognone.com/node/15696